ก่อนสมัครสินเชื่อ ธนาคารจะคำนวณ DSR (Debt Service Ratio) หรืออัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของคุณก่อน ถ้าเกินเกณฑ์ที่กำหนด — ไม่อนุมัติ ไม่ว่าเครดิตดีแค่ไหน
DSR คืออะไร?
DSR = (ค่างวดหนี้ทั้งหมดต่อเดือน ÷ รายได้สุทธิต่อเดือน) × 100
ตัวอย่าง: รายได้ 30,000 บาท มีหนี้บัตรเครดิต 2,000 + สินเชื่อรถ 5,000
DSR ปัจจุบัน = (7,000 ÷ 30,000) × 100 = 23.3%
กู้สินเชื่อใหม่ได้อีกไม่เกิน 30,000 × 40% − 7,000 = 5,000 บาท/เดือน
DSR ปัจจุบัน = (7,000 ÷ 30,000) × 100 = 23.3%
กู้สินเชื่อใหม่ได้อีกไม่เกิน 30,000 × 40% − 7,000 = 5,000 บาท/เดือน
เกณฑ์ DSR ที่ธนาคารใช้
- ทั่วไป: DSR ไม่เกิน 40% ของรายได้สุทธิ
- ข้าราชการ: บางธนาคารยอมรับสูงถึง 50% เพราะอาชีพมั่นคง
- ผู้มีรายได้สูง: บางสถาบันยืดหยุ่นได้ถึง 60% ในบางกรณี
อะไรนับเป็นหนี้ใน DSR?
- ✅ ค่างวดสินเชื่อส่วนบุคคลทุกก้อน
- ✅ ค่างวดรถ
- ✅ ค่างวดบ้าน
- ✅ ยอดชำระขั้นต่ำบัตรเครดิต (ธนาคารใช้ 5–10% ของวงเงินที่ใช้)
- ✅ สินเชื่อหมุนเวียนที่มีการใช้
- ❌ ค่าเช่าบ้าน / ค่าใช้จ่ายทั่วไป
วิธีลด DSR เพื่อขอกู้ได้มากขึ้น
- ปิดหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงก่อน — ลดค่างวดรายเดือน
- ลดวงเงินบัตรเครดิต — ธนาคารนับวงเงินทั้งหมด ไม่ใช่แค่ยอดใช้
- เพิ่มรายได้ — รายได้เสริมที่พิสูจน์ได้ช่วยได้
- หาผู้กู้ร่วม — รายได้รวมสองคนทำให้ DSR ลดลง
คำนวณก่อนสมัครเสมอ
การรู้ DSR ของตัวเองก่อนสมัครสินเชื่อช่วยให้คุณ:
- รู้ว่าจะกู้ได้วงเงินเท่าไหร่จริงๆ
- ปรับแผนการเงินก่อนสมัคร
- ไม่ถูก reject ซึ่งจะมีผลต่อเครดิตสกอร์
สรุป
DSR เป็นตัวเลขสำคัญที่ธนาคารดูก่อนอื่น รู้ DSR ของตัวเองและรักษาให้ต่ำกว่า 40% จะเพิ่มโอกาสอนุมัติสินเชื่อได้อย่างมีนัยสำคัญ