การถูกปฏิเสธสินเชื่อเป็นเรื่องน่าผิดหวัง แต่หากเข้าใจสาเหตุ คุณสามารถแก้ไขและยื่นกู้ใหม่ได้สำเร็จ ต่อไปนี้คือสาเหตุหลักที่ธนาคารมักปฏิเสธสินเชื่อ
1. ประวัติเครดิตไม่ดี
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ธนาคารจะตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรและหากพบประวัติค้างชำระ NPL หรือถูกฟ้องคดีหนี้ จะส่งผลต่อการอนุมัติโดยตรง วิธีแก้: ชำระหนี้ค้างทั้งหมด รอให้ประวัติดีขึ้น (โดยทั่วไป 1–3 ปี) แล้วยื่นใหม่
2. รายได้ไม่เพียงพอหรือไม่มั่นคง
ธนาคารกำหนดรายได้ขั้นต่ำ และภาระหนี้รวมต้องไม่เกิน 40–50% ของรายได้ หากรายได้ไม่ผ่านเกณฑ์หรือเพิ่งเปลี่ยนงานใหม่ โอกาสถูกปฏิเสธสูง วิธีแก้: เพิ่มรายได้พิเศษ หาผู้กู้ร่วม หรือรอให้มีรายได้มั่นคงมากขึ้น
3. ภาระหนี้สูงเกินไป
หากมีหนี้อื่นอยู่แล้วมาก เช่น สินเชื่อรถ บัตรเครดิต สหกรณ์ รวมกันแล้วเกิน 40% ของรายได้ ธนาคารจะปฏิเสธ วิธีแก้: ชำระหนี้บางส่วนก่อน หรือรวมหนี้ (Debt Consolidation)
4. ขอวงเงินสูงเกินไป
วงเงินที่ขอไม่สมเหตุสมผลกับรายได้หรือหลักประกัน วิธีแก้: ปรับลดวงเงินที่ขอให้เหมาะสมกับรายได้
5. เอกสารไม่ครบหรือไม่ตรงจริง
เอกสารที่ขาดหรือข้อมูลไม่ตรงกันทำให้ธนาคารไม่สามารถยืนยันตัวตนหรือรายได้ได้ วิธีแก้: เตรียมเอกสารให้ครบและถูกต้องตามที่ธนาคารกำหนด
หลังถูกปฏิเสธ ควรทำอะไร?
- ถามธนาคารว่าปฏิเสธเพราะเหตุใด
- แก้ไขปัญหาตามสาเหตุที่ระบุ
- รอ 6 เดือน–1 ปีก่อนยื่นใหม่
- ลองยื่นที่ธนาคารอื่นที่มีเกณฑ์ต่างกัน